ข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐฯ–อียู มาแล้ว: แล้วจีนล่ะ จะตามมาหรือไม่? 

ข้อตกลงการค้าระหว่างสหรัฐฯ–อียู มาแล้ว: แล้วจีนล่ะ จะตามมาหรือไม่? 

2025-07-31 | ข้อตกลงการค้า , ความเคลื่อนไหวของตลาด , จีน , ทรัมป์ , ธนาคารกลางยุโรป , เจาะลึกตลาดรายสัปดาห์

เมื่อทรัมป์และฟอน แดร์ ไลเอิน จับมือกันที่สกอตแลนด์ในวันที่ 27 กรกฎาคม มันไม่ใช่แค่ภาพที่สวยงามต่อหน้ากล้อง แต่มันคือจุดเริ่มต้นของบางสิ่งที่เป็นจริง 

ข้อตกลงการค้าฉบับใหญ่ระหว่างอียูและสหรัฐฯ ถูกปิดดีล ภาษีถูกลดลง และตลาดก็หายใจได้ทั่วท้อง แต่ตอนนี้สปอร์ตไลต์กำลังหันไปที่จีนอย่างรวดเร็ว และทุกสายตากำลังจับจ้องอยู่ 

พวกเขาจะเป็นรายต่อไปที่เข้าร่วมดีลหรือไม่… หรือสงครามการค้ากำลังจะยืดเยื้อต่อไป? 

เมื่อวันที่ 27 กรกฎาคม 2025 สหรัฐฯ และอียูได้ตกลงกันในข้อตกลงที่จะกำหนด ภาษี 15% สำหรับสินค้าส่วนใหญ่จากอียูที่เข้าสหรัฐฯ ซึ่งเป็นอัตราครึ่งหนึ่งจากที่เคยขู่กันไว้ และช่วยป้องกันไม่ให้สถานการณ์ลุกลามต่อไป รายละเอียดสำคัญได้แก่: 

  • กลุ่มสินค้าประเภทอะไหล่เครื่องบิน ยาสามัญ วัตถุดิบสำคัญ และเซมิคอนดักเตอร์ ได้รับ สิทธิ์ภาษีศูนย์ต่อศูนย์ 
  • ภาษีของสหรัฐฯ สำหรับ เหล็กและอะลูมิเนียม ยังคงอยู่ที่ 50% 
  • แลกเปลี่ยนกันกับคำมั่นจากอียูที่จะลงทุนในสหรัฐฯ 600 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และซื้อพลังงานจากสหรัฐฯ 750 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ (ทั้ง LNG และเชื้อเพลิงนิวเคลียร์) ภายในช่วงสามปีข้างหน้า 

ตลาดตอบรับอย่างดีที่สงครามการค้าถูกหลีกเลี่ยง ดัชนีฟิวเจอร์สของทั้งสหรัฐฯ และยุโรปปรับตัวสูงขึ้น อย่างไรก็ตาม นักวิจารณ์บางส่วนเตือนว่าข้อตกลงนี้อาจเทน้ำหนักไปทางฝั่งสหรัฐฯ มากเกินไป 

สำหรับวอลล์สตรีท นี่ไม่ใช่แค่การจับมือธรรมดา แต่มันคือความโล่งใจ ตลาดให้ความสำคัญสูงสุดกับสิ่งหนึ่งคือ ความชัดเจน และนั่นคือสิ่งที่ข้อตกลงการค้าระหว่างอียู–สหรัฐฯ ฉบับนี้มอบให้ 

ดัชนีหุ้นหลายตัวกำลังเข้าใกล้จุดสูงสุดใหม่อีกครั้ง และบรรยากาศ “รับความเสี่ยง” ก็กลับมาครองถนนอีกครั้ง แต่จุดที่ต้องระวังคือ แม้ภาษีใหม่จะดูเบากว่าการขู่ในอดีต แต่ก็ยังเพิ่มต้นทุนให้ผู้ส่งออกฝั่งยุโรป และอาจส่งผลถึงผู้บริโภคชาวอเมริกันด้วย 

ผู้เล่นระดับโลกในอุตสาหกรรมรถยนต์ ยา และเซมิคอนดักเตอร์ ตอนนี้ต้องเล่นตามกฎใหม่ นักวิเคราะห์จะจับตาการประกาศผลประกอบการอย่างใกล้ชิดเพื่อดูสัญญาณการบีบอัดกำไร การปรับราคาสินค้า และบริษัทจะสามารถผลักภาระต้นทุนนี้ต่อไปยังลูกค้าหรือไม่ 

ข้อตกลงกับอียูครั้งนี้ถือเป็นความเคลื่อนไหวล่าสุดในกลุ่มดีลการค้าที่ดูเหมือนจะเกิดขึ้นแบบต่อเนื่องรวดเร็วภายใต้การบริหารของทรัมป์ 

ตามที่แผนภูมิด้านล่างแสดง ตั้งแต่ประกาศขึ้นภาษีในเดือนเมษายน 2025 สหรัฐฯ ได้เซ็นหรือวางกรอบข้อตกลงการค้าใหม่กับ สหราชอาณาจักร เวียดนาม อินโดนีเซีย ฟิลิปปินส์ และญี่ปุ่น โดยแต่ละดีลมีการลดอัตราภาษีจากเดิม และเปิดทางให้สินค้าสหรัฐฯ เข้าสู่ตลาดได้มากขึ้น 

สำหรับอียู อัตราภาษี 30% ถูกลดลงเหลือ 15% โดยครอบคลุมถึงการค้าระหว่างประเทศและการลงทุนในอุตสาหกรรมรถยนต์ด้วย ข้อความชัดเจนมาก: สหรัฐฯ กำลังปรับภูมิทัศน์ทางการค้าใหม่อย่างจริงจัง และจีนอาจเป็นรายถัดไปในคิวนี้ 

อีกฟากหนึ่งของมหาสมุทรแปซิฟิก เหตุการณ์ดราม่าแบบเดียวกันก็กำลังเกิดขึ้น แต่ยังไม่มีข้อยุติที่แน่ชัด 

ตั้งแต่ต้นปี 2025 สหรัฐฯ และจีนได้เก็บภาษีนำเข้าสินค้าตอบโต้กันไปมาสูงสุดถึง 145% ครอบคลุมสินค้าตั้งแต่อิเล็กทรอนิกส์ไปจนถึงเกษตรกรรม 
ในเดือนพฤษภาคม ทั้งสองฝ่ายตกลง “หยุดยิงชั่วคราว 90 วัน” โดยภาษีของสหรัฐฯ ลดลงเหลือราว 30% ขณะที่ของจีนอยู่ที่ประมาณ 10% 

ขณะนี้ ตัวแทนเจรจากำลังพบกันที่ สตอกโฮล์ม เริ่มวันที่ 27 กรกฎาคม เพื่อหารือขยายการหยุดยิงอีก 90 วัน หากประสบความสำเร็จ อาจปูทางไปสู่การประชุมสุดยอด Trump–Xi ได้ ในขณะเดียวกัน เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ได้ชะลอการควบคุมการส่งออกเทคโนโลยี เพื่อไม่ให้กระทบต่อความอ่อนไหวของการเจรจา 

จุดเปลี่ยนของเรื่องนี้ที่ทำให้ตลาดเคลื่อนไหวคือ: ข้อตกลง EU–US สร้างความสงบ แต่ความสงบนั้นยังเปราะบาง 

หากการเจรจากับจีนล่มในช่วงต้นเดือนสิงหาคม ภาษีอาจกลับมาอยู่ในระดับเกิน 100% อีกครั้ง ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อห่วงโซ่อุปทานทั่วโลก และอาจฉุดกำไรในตลาดหุ้นกลับลงมาอย่างรวดเร็ว 

ตลาดยุโรปอาจปรับขึ้นในช่วงแรก แต่บริษัทในอุตสาหกรรมรถยนต์และยาอาจเจอแรงกดดันจากต้นทุนการนำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ ที่สูงขึ้น 

สินทรัพย์เสี่ยงที่ผูกกับการเติบโตของผู้บริโภคทั่วโลก เช่น หุ้นเซมิคอนดักเตอร์ อุตสาหกรรม และกลุ่มป้องกันประเทศ อาจได้รับผลกระทบหากข้อตกลงหยุดยิงกับจีนล่ม 

  • ยานยนต์ & การผลิต: ภาษีที่ลดลงช่วยบรรเทาความปั่นป่วนในการส่งออกข้ามมหาสมุทรแอตแลนติก แต่หากจีนหลุดออกจากสมการ หุ้นในกลุ่มรถยนต์และชิ้นส่วนอาจผันผวนรุนแรง 
  • พลังงาน & สินค้าโภคภัณฑ์: แผนการจัดซื้อพลังงานมูลค่า 750 พันล้านดอลลาร์ของ EU อาจช่วยรักษาเสถียรภาพด้านราคาและการส่งออกก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) จากสหรัฐฯ ไปยังยุโรป 
  • อุตสาหกรรมป้องกันประเทศ & เทคโนโลยี: การจัดซื้ออุปกรณ์ทางทหารและการลงทุนจาก EU ช่วยกระตุ้นภาคธุรกิจที่จำหน่ายเทคโนโลยีของสหรัฐฯ ไปยังพันธมิตร 

จีนจะได้ข้อตกลงแบบเดียวกับที่ EU ได้หรือไม่? หรือจะจมอยู่ในสงครามการค้ายืดเยื้อ? 

คำตอบตอนนี้ยังไม่ชัดเจนมากนัก 

  • การเจรจาที่สตอกโฮล์มเป็นโอกาสที่จะขยายเวลาการหยุดภาษีไปจนถึง 12 สิงหาคม และอาจต่อเนื่อง หากเจรจาล้มเหลว จะเร่งให้เกิดการเก็บภาษีและความไม่แน่นอนกลับมาอย่างรวดเร็ว 
  • การประชุมสุดยอด Trump–Xi ในช่วงฤดูใบไม้ร่วงอาจเป็นตัวกำหนดว่าจะปรับความสัมพันธ์ให้ดีขึ้นหรือแช่แข็งต่อไป 
  • สหรัฐฯ ชะลอการควบคุมการส่งออก เพื่อบ่งชี้ว่าวอชิงตันต้องการข้อตกลงที่สำเร็จ แต่ก็ไม่มีอะไรรับประกันว่าจะไม่เกิดการยกระดับความขัดแย้ง หากการเจรจาหยุดชะงัก 

ข้อตกลงกรอบการค้าระหว่าง EU และสหรัฐฯ ได้ซื้อเวลาไว้ แต่ยังไม่ได้คลี่คลายความขัดแย้งทางการค้าในระยะยาว ตลาดโลกในตอนนี้อาจรู้สึกโล่งใจ แต่ผลลัพธ์ของจีนจะเป็นตัวตัดสินว่า ปี 2025 จะจบลงด้วยความมั่นคงหรือความไม่แน่นอนที่มากยิ่งขึ้น 

สำหรับนักลงทุนและนักเทรด: ความเสี่ยงและโอกาสยังคงเป็นประเด็นหลักในอีกไม่กี่สัปดาห์ข้างหน้า อย่าเฝ้าติดตามแค่ข่าวพาดหัว ให้จับตาดูมาร์จิ้น ซัพพลายเชน และการไหลของสินค้าโภคภัณฑ์ที่ตอบสนองเร็วกว่าโยบายการค้า 

ภาพรวมของการค้าโลกยังไม่ชัดเจน และจีนจะเป็นผู้กำหนดว่าจะก้าวเดินอย่างกล้าหาญหรือระมัดระวัง 


การเปิดเผยความเสี่ยง 
หลักทรัพย์ ฟิวเจอร์ส CFD และผลิตภัณฑ์ทางการเงินอื่นๆ มีความเสี่ยงสูงเนื่องจากความผันผวนของมูลค่าและราคาของเครื่องมือทางการเงินพื้นฐาน เนื่องจากความเคลื่อนไหวของตลาดที่ไม่พึงประสงค์และคาดเดาไม่ได้ อาจเกิดการขาดทุนมากกว่าการลงทุนเริ่มต้นของท่านในระยะเวลาอันสั้น    
โปรดตรวจสอบให้แน่ใจว่าท่านเข้าใจความเสี่ยงของการซื้อขายกับเครื่องมือทางการเงินแต่ละประเภทอย่างถ่องแท้ก่อนทำธุรกรรมกับเรา หากท่านไม่เข้าใจความเสี่ยงดังที่ได้อธิบายไว้ในนี้ ควรขอคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญอิสระ 

ข้อจำกัดความรับผิดชอบ   
ข้อมูลที่ปรากฏในบล็อกนี้มีไว้เพื่ออ้างอิงทั่วไปเท่านั้น ไม่ได้มีเจตนาให้เป็นคำแนะนำการลงทุน ข้อเสนอแนะ คำเชิญ หรือการเสนอขายหรือซื้อเครื่องมือทางการเงินใดๆ ทั้งนี้ไม่ได้พิจารณาถึงวัตถุประสงค์การลงทุนหรือสถานการณ์ทางการเงินเฉพาะของผู้รับข้อมูลแต่ละราย ผลการดำเนินงานในอดีตไม่สามารถเป็นตัวบ่งชี้ที่เชื่อถือได้สำหรับผลการดำเนินงานในอนาคต D Prime และบริษัทในเครือไม่ให้การรับรองหรือรับประกันใดๆ เกี่ยวกับความถูกต้องหรือความสมบูรณ์ของข้อมูลนี้ และไม่รับผิดชอบต่อความสูญเสียหรือความเสียหายใดๆ อันเกิดจากการใช้ข้อมูลนี้หรือลงทุนตามข้อมูลดังกล่าว  
กลยุทธ์ที่กล่าวถึงข้างต้นสะท้อนถึงความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญและมีไว้เพื่อการอ้างอิงเท่านั้น ไม่ควรใช้หรือพิจารณาเป็นพื้นฐานในการตัดสินใจซื้อขายหรือคำเชิญชวนให้เข้าทำธุรกรรมใดๆ D Prime ไม่รับรองความถูกต้องหรือความครบถ้วนของรายงานนี้และปฏิเสธความรับผิดใดๆ ต่อความเสียหายที่เป็นผลมาจากการใช้รายงานนี้ คุณไม่ควรพึ่งพารายงานนี้แต่เพียงอย่างเดียวเพื่อทดแทนการตัดสินใจของคุณเอง ตลาดมีความเสี่ยงเสมอ และการลงทุนควรใช้ความระมัดระวัง 

วิเคราะห์ตลาดเชิงลึกIconBrandElement

article-thumbnail

2026-09-17 | Dxperts

ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรสหรัฐ(NFP) สูงเกินคาด ทำไมตลาดยังรอดูตัวเลข CPI 

ตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรของสหรัฐฯ เดือนสิงหาคมออกมาดีกว่าคาด แต่ตลาดยังจับตา CPI เป็นหลัก ดูว่ารายงานจ้างงาน นโยบาย Fed และยีลด์พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐฯ อาจส่งผลต่อทองคำอย่างไรล สัญญาณแรกมาจากสุนทรพจน์ของ Kevin Warsh ประธาน Fed ที่งาน Jackson Hole โดย Warsh เน้นว่าเงินเฟ้อยังคงสูงกว่าเป้าหมาย 2% ของ Fed และมองว่าการส่งสัญญาณชี้นำทิศทางนโยบายล่วงหน้าควรมีบทบาทจำกัดมากขึ้น ทำให้ตลาดมีความชัดเจนน้อยลงเกี่ยวกับเส้นทางอัตราดอกเบี้ยในอนาคต  จากนั้นตลาดได้รับรายงานการจ้างงานสหรัฐที่แข็งแกร่งกว่าคาดอย่างมาก  ตามรายงานสถานการณ์การจ้างงานเดือนสิงหาคมของสำนักงานสถิติแรงงานสหรัฐ ตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 162,000 ตำแหน่ง ขณะที่ตัวเลขเดือนมิถุนายนและกรกฎาคมถูกปรับเพิ่มขึ้นรวม 55,000 ตำแหน่ง  อย่างไรก็ตาม ตลาดไม่ได้ปรับไปคาดการณ์ว่าการขึ้นดอกเบี้ยในเดือนกันยายนมีโอกาสเกิดขึ้นสูงอย่างชัดเจนในทันที  หลังรายงานการจ้างงานออกมา ข้อมูลจาก CME FedWatch สะท้อนว่าตลาดประเมินความน่าจะเป็นของการขึ้นดอกเบี้ย 25 จุดพื้นฐาน ในเดือนกันยายนไว้ที่ราว 58% ซึ่งยังต่ำกว่าจุดสูงสุดใกล้ 63% ที่เกิดขึ้นช่วง Jackson Hole  คำถามคือ ทำไมตัวเลขการจ้างงานที่ออกมาดีกว่าคาดในระดับนี้ ยังไม่มากพอที่จะทำให้ตลาดได้ข้อสรุปเรื่องทิศทาง Fed?  คำตอบคือ รายงานการจ้างงานแข็งแกร่งก็จริง แต่ยังไม่แข็งแกร่งพอที่จะเปลี่ยนปัจจัยที่สำคัญที่สุดต่อทิศทางนโยบายการเงินในตอนนี้  ตลาดแรงงานยังดูแข็งแกร่ง แต่เงินเฟ้อคือประเด็นที่ตลาดกังวลมากกว่า  และความแตกต่างนี้อาจเป็นตัวกำหนดทิศทางถัดไปของอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ ดอลลาร์สหรัฐ และทองคำ  ตัวเลขจ้างงานสหรัฐออกมาดีกว่าคาด แต่ยังไม่พอเปลี่ยนภาพตลาดแรงงาน  ไม่ต้องสงสัยว่ารายงานการจ้างงานเดือนสิงหาคมออกมาดีกว่าคาด  ข้อมูลจาก BLS แสดงให้เห็นว่าตัวเลขการจ้างงานนอกภาคเกษตรเพิ่มขึ้น 162,000 ตำแหน่ง ขณะที่อัตราว่างงานทรงตัวที่ 4.1% และอัตราการมีส่วนร่วมในกำลังแรงงานเพิ่มขึ้นจาก 61.4% เป็น 61.6%  ตัวเลขการจ้างงานเดือนมิถุนายนถูกปรับจาก +20,000 เป็น +31,000 ตำแหน่ง ขณะที่เดือนกรกฎาคมถูกปรับจากการลดลง 23,000 ตำแหน่ง เป็น เพิ่มขึ้น 21,000 ตำแหน่ง  การปรับทบทวนตัวเลขดังกล่าวช่วยลดความกังวลอย่างมากว่า ตลาดแรงงานสหรัฐอาจกำลังเข้าสู่ภาวะชะลอตัวรุนแรง  แต่หากมองลึกลงไปกว่าตัวเลขหลัก ภาพรวมยังค่อนข้างสมดุล  จากตำแหน่งงานใหม่ทั้งหมด 162,000 ตำแหน่ง มี 59,000 ตำแหน่งมาจากกลุ่มร้านอาหารและเครื่องดื่ม ซึ่งสูงกว่าค่าเฉลี่ยการจ้างงานรายเดือนของภาคธุรกิจนี้ในปีที่ผ่านมาอย่างมากที่ 12,000 ตำแหน่ง อีก 42,000 ตำแหน่งมาจากการศึกษาของรัฐบาลท้องถิ่น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นการฟื้นตัวกลับมาหลังจากลดลงในเดือนก่อนหน้า  เมื่อรวมกันแล้ว ทั้งสองกลุ่มนี้คิดเป็นมากกว่า 60% ของการจ้างงานที่เพิ่มขึ้นในเดือนสิงหาคม  ภาคส่วนอื่น ๆ เปลี่ยนแปลงไม่มากนัก ภาคการผลิตเพิ่มขึ้น 16,000 ตำแหน่ง ภาคก่อสร้างเพิ่มขึ้น 22,000 ตำแหน่ง และภาคสาธารณสุขยังขยายตัวต่อเนื่อง ขณะที่การจ้างงานในภาคข้อมูลข่าวสารลดลง 23,000 ตำแหน่ง  การเติบโตของค่าจ้างยังอยู่ในระดับที่ไม่น่ากังวลมากนัก  ค่าจ้างเฉลี่ยต่อชั่วโมงเพิ่มขึ้น 0.3% เทียบกับเดือนก่อนหน้า และเพิ่มขึ้น 3.1% เทียบกับปีก่อนหน้า  ประเด็นนี้สำคัญ เพราะรายงานการจ้างงานที่แข็งแกร่งจะกลายเป็นเรื่องที่ Fed ต้องกังวลมากขึ้น หากมาพร้อมกับแรงกดดันด้านค่าจ้างที่เร่งตัวขึ้น  แต่รายงานเดือนสิงหาคมยังไม่พบแรงกดดันด้านค่าจ้างที่เพิ่มขึ้นชัดเจน  ดังนั้น รายงานนี้จึงเปลี่ยนมุมมองต่อตลาดแรงงาน แต่ยังไม่ได้เปลี่ยนภาพทั้งหมด  รายงานดังกล่าวช่วยลดความเสี่ยงขาลงส่วนใหญ่ที่เกิดจากตัวเลขเดือนกรกฎาคมที่อ่อนแอ แต่สิ่งที่รายงานนี้ ยังไม่ได้พิสูจน์คือการจ้างงานได้เข้าสู่ช่วงเร่งตัวขึ้นอย่างรวดเร็วรอบใหม่แล้ว  ตลาดแรงงานสหรัฐยังดูแข็งแกร่งและรับแรงกดดันได้ดี  แต่ยังไม่ได้ร้อนแรงเกินไปในตอนนี้  […]

article-thumbnail

2026-01-19 | วิเคราะห์ตลาดเชิงลึก

แนวโน้มหุ้นสหรัฐฯ ปี 2569: การปรับขึ้นของตลาดจะยั่งยืนหรือไม่? 

แนวโน้มหุ้นสหรัฐฯ ปี 2569: การปรับขึ้นของตลาดจะยั่งยืนหรือไม่ สำรวจอัตราดอกเบี้ย ผลประกอบการ AI ความเสี่ยง และสิ่งที่นักเทรดต้องจับตา 

article-thumbnail

2025-12-26 | วิเคราะห์ตลาดเชิงลึก

คาดการณ์ ปี 2026 ‘ทองคำและเงิน’ เป็นขาขึ้นหรือขาลง?  

ตอนนี้ทองคำและเงินยังคงเดินหน้าทำลายสถิติใหม่ไม่หยุด เรียกว่าพุ่งทะลุ All-Time High กันแทบจะสัปดาห์เว้นสัปดาห์เลยทีเดียว จากตอนแรกที่ดูเหมือนเป็นการฟื้นตัวแบบค่อยเป็นค่อยไป กลายเป็นว่าตอนนี้เรากำลังอยู่ในช่วงการแรลลี่ที่แข็งแกร่งที่สุดครั้งหนึ่งในรอบหลายทศวรรษ จนดึงดูดสายตาทั้งนักลงทุนสายถือยาวและเดย์เทรดให้หันมามองกันหมด  คำถามที่ทุกคนอยากรู้คือ ในปี 2026 เทรนด์นี้จะยังไปต่อได้ไหม หรือราคาเริ่มวิ่งนำหน้าปัจจัยพื้นฐานไปไกลเกินแล้ว?   จนถึงตอนนี้ ปัจจัยต่างๆ ยังคงซัพพอร์ตราคาได้ดี ทั้งแรงกดดันเงินเฟ้อที่ลดลง ความคาดหวังเรื่องดอกเบี้ยที่เปลี่ยนไป ความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ และความกังวลในค่าเงินฟีแอต ทั้งหมดนี้คือเชื้อเพลิงที่ทำให้ดีมานด์พุ่งสูงขึ้น เมื่อมองไปถึงปี 2026 ตลาดจึงต้องมาเช็คกันว่าแรงส่งเหล่านี้จะยังทำงานอยู่หรือไม่  ทำไมทองคำและเงินถึงทำสถิติสูงสุดใหม่?  การที่โลหะมีค่าพุ่งแรงขนาดนี้ เกิดจากการประสานแรงของปัจจัยมหภาคหลายตัวพร้อมกัน:  พอปัจจัยเหล่านี้มารวมกัน ก็ทำให้ต้นทุนค่าเสียโอกาสในการถือทองคำและเงิน (ซึ่งไม่มีปันผลหรือดอกเบี้ย) ลดน้อยลง กลายเป็นสินทรัพย์ที่ปลอดภัยและน่าดึงดูดกว่าการเก็บเงินในระบบการเงินปกติ  ในปี 2026 Fed จะลดดอกเบี้ยหนักกว่าเดิมไหม?  คำถามยอดฮิตที่หลายคนเสิร์ชกันคือ “การลดดอกเบี้ยส่งผลยังไงกับทองและเงิน?”  ตอนนี้ตลาดโฟกัสไปที่นโยบายการเงินเฟสถัดไป ถ้าเงินเฟ้อยังคุมได้และตัวเลขจ้างงานชะลอตัวต่อเนื่อง โอกาสที่จะเห็นการลดดอกเบี้ยเพิ่มก็มีสูง ซึ่งตามสถิติแล้ว ช่วงที่ดอกเบี้ยเป็นขาลงมักจะเป็น “สวรรค์” ของทองคำและเงิน โดยเฉพาะในช่วงแรกๆ ที่ตลาดปรับความคาดหวังได้เร็วกว่าตัวนโยบายจริงเสียอีก  ตัวเลข CPI และการจ้างงาน สำคัญแค่ไหน?  สองตัวนี้คือหัวใจหลักของแนวโน้มราคาเลย:  หากเทรนด์นี้ยังอยู่ เราอาจได้เห็นราคาทองและเงินพุ่งรับข่าวล่วงหน้าไปก่อนที่นโยบายจะประกาศใช้จริงเสียอีก  สัญญาณจาก Gold-to-Silver Ratio บอกอะไรเรา?  ดัชนี Gold-to-Silver Ratio คือตัววัดว่าต้องใช้เงินกี่ออนซ์เพื่อซื้อทองคำหนึ่งออนซ์ ตามประวัติศาสตร์แล้ว ค่าเฉลี่ยของดัชนีนี้มักจะต่ำกว่าระดับปัจจุบันมาก ถ้าระดับนี้ยังสูงอยู่ แปลว่าเงิน ยังถูกมากเมื่อเทียบกับทอง ถ้าระดับนี้ต่ำ แปลว่าเงินเริ่มแพงแล้ว   ปัจจุบันดัชนีนี้ยังอยู่สูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาวค่อนข้างมาก ซึ่งสะท้อนว่าที่ผ่านมา “เงิน” วิ่งตาม “ทอง” ไม่ทัน แม้จะไม่ได้ยืนยันว่าราคาต้องพุ่งขึ้นแน่นอน แต่มันชี้ให้เห็นถึงความเหลื่อมล้ำของมูลค่าที่น่าจับตามอง หากตลาดทองยังพีคอยู่แบบนี้ ส่วนต่างตรงนี้อาจจะแคบลงได้ ซึ่งขึ้นอยู่กับภาวะมหภาคและพฤติกรรมของนักลงทุนด้วย  เป้าหมายราคาปี 2026: จะไปได้ไกลแค่ไหน?  แทนที่จะฟันธงเป๊ะๆ ตลาดมักจะมองเป็นสถานการณ์ต่างๆ มากกว่า แน่นอนว่าไม่ใช่การการันตี แต่มันคือภาพสะท้อนว่าตลาดเคยทำอะไรแบบนี้มาแล้วในช่วงที่วัฏจักรเศรษฐกิจเอื้ออำนวย  ระวังจุดเปลี่ยนช่วงครึ่งหลังของปี 2026  แม้ช่วงต้นปีจะดูสดใส แต่ต้องระวังตัวแปรที่อาจเปลี่ยนเกมได้ เช่น:  ต้องไม่ลืมว่าโลหะมีค่าวิ่งตาม “ความคาดหวัง” ไม่ใช่แค่ผลลัพธ์ที่ออกมาแล้วเท่านั้น  สรุปแล้ว ปี 2026 น่าซื้อหรือน่าขาย?  ภาพรวมตอนนี้ยังดูเป็นบวก สำหรับทองคำและเงิน โดยเฉพาะในช่วงต้นปี แต่หน้างานก็สามารถเปลี่ยนได้เสมอตามสไตล์ตลาดที่เคลื่อนที่ด้วยปัจจัยมหภาค ปี 2026 จึงน่าจะเป็นปีที่ราคาวิ่งตามสัญญาณนโยบายและข้อมูลเศรษฐกิจแบบติดขอบสนาม ใครที่เป็นสายเทรดต้องติดตามความเชื่อมั่นของตลาดให้ดี